
ประเทศไทยไทยกำลังเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กครั้งใหญ่ หลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นก่อสร้าง โดยจำกัดการผลิตเหล็กข้ออ้อยให้ใช้เฉพาะกระบวนการผลิตจากเตา EAF และ BOF พร้อมยกระดับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง
หวังยกระดับความปลอดภัยของงานก่อสร้างและสร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางแนวโน้มทั่วโลกที่ทยอยเลิกใช้เตา IF โดยล่าสุดหลายประเทศในอาเซียนทั้งเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานการผลิตเหล็กที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค
นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร นายกสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าการยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างในประเทศไทยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเหล็กกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยทางคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้มีมติใหม่ในการปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค
ประเด็นหลักของการเปลี่ยนแปลงคือการกำหนดกรรมวิธีการผลิตในมาตรฐาน มอก. โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. มอก. 20 (เหล็กเส้นกลม) ยังคงอนุญาตให้ผลิตได้จาก 3 ประเภทเตา คือ เตาอาร์คไฟฟ้า (EAF), เตาเบสิกออกซิเจน (BOF) และเตาอินดักชั่น (IF)
2. มอก. 24 (เหล็กข้ออ้อย หรือ Deformed Bar) มติ กมอ. กำหนดให้จำกัดกระบวนการผลิตเหลือเพียง 2 ประเภท คือ BOF และ EAF เท่านั้น
นอกจากนี้ ทุกกระบวนการผลิตจะต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace - LF) เพื่อควบคุมคุณภาพความบริสุทธิ์ของเนื้อเหล็ก เนื่องจากเหล็กข้ออ้อยถือเป็นโครงสร้างหลักที่ใช้ในการรับน้ำหนักของสิ่งปลูกสร้าง เช่น ตึกสูง สะพาน และรถไฟฟ้า ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยในระดับวิกฤต (Critical Application)
นายชัยเฉลิม ระบุว่า การควบคุมที่ต้นทางหรือกระบวนการผลิต (Process Control) มีความสำคัญกว่าการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเตาประเภท Induction Furnace (IF) มีข้อจำกัดทางเทคนิคในการกำจัดสารมลทินออกจากเศษเหล็ก โดยมีการอ้างอิงผลการทดสอบจากมหาวิทยาลัยในมาเลเซียที่เปรียบเทียบเหล็กจากเตา IF, EAF และ BOF พบข้อบกพร่องในเหล็กจากเตา IF ดังนี้
1. ส่วนผสมทางเคมี พบค่าคาร์บอนเกินสเปกถึง 12.5% ในขณะที่เตา EAF และ BOF อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
2. ความสะอาด พบสารมลทินที่ไม่ใช่โลหะ (Non-metallic Inclusion) ฝังในเนื้อเหล็กขนาดใหญ่กว่าเตาประเภทอื่นถึง 10 เท่า
3. ความเหนียว ผลทดสอบแรงกระแทก (Impact Test) พบว่าเหล็กจากเตา IF มีลักษณะการแตกหักแบบเปราะ (Brittle Fracture) ถึง 67% ในขณะที่ EAF และ BOF มีความเหนียวตามมาตรฐาน
"เหล็กมันอยู่ในปูนอยู่แล้วอยู่เลย เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเส้นที่ไม่ได้ถูกสุ่มตรวจจะผ่านมาตรฐานหรือไม่ การคุมกระบวนการผลิตที่ต้นทางจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรง" นายชัยเฉลิม กล่าว