Black Ribbon

สมาคมเหล็ก EAF แนะรัฐขยายผลบังคับ มอก. 'เหล็กลวด' สู่มาตรฐานสากล

11 กรกฎาคม 2569
สมาคมเหล็ก EAF แนะรัฐขยายผลบังคับ มอก. 'เหล็กลวด' สู่มาตรฐานสากล
  • นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร นายกสมาคมฯ เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับปรุงมาตรฐาน "เหล็กลวด" (Wire Rod) ให้เป็นมาตรฐานบังคับทุกประเภท เพื่อยกระดับความปลอดภัย
  • ปัจจุบันมีเพียง "เหล็กลวดคาร์บอนต่ำ" (Low Carbon) เท่านั้นที่เป็นมาตรฐานบังคับ
  • ส่วน "เหล็กลวดคาร์บอนสูง" (High Carbon) และ "เหล็กลวดสำหรับงานเย็น (CHQ)" ยังไม่เป็นมาตรฐานบังคับ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหากนำไปใช้ผิดประเภท

    ประเทศไทยไทยกำลังเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กครั้งใหญ่ หลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นก่อสร้าง โดยจำกัดการผลิตเหล็กข้ออ้อยให้ใช้เฉพาะกระบวนการผลิตจากเตา EAF และ BOF พร้อมยกระดับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง 

    หวังยกระดับความปลอดภัยของงานก่อสร้างและสร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางแนวโน้มทั่วโลกที่ทยอยเลิกใช้เตา IF โดยล่าสุดหลายประเทศในอาเซียนทั้งเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานการผลิตเหล็กที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค

    นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร นายกสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าการยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างในประเทศไทยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเหล็กกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยทางคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้มีมติใหม่ในการปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค

    คุมเข้ม "เหล็กข้ออ้อย" จำกัดเฉพาะเตา EAF และ BOF

    ประเด็นหลักของการเปลี่ยนแปลงคือการกำหนดกรรมวิธีการผลิตในมาตรฐาน มอก. โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

    1. มอก. 20 (เหล็กเส้นกลม) ยังคงอนุญาตให้ผลิตได้จาก 3 ประเภทเตา คือ เตาอาร์คไฟฟ้า (EAF), เตาเบสิกออกซิเจน (BOF) และเตาอินดักชั่น (IF)

    2. มอก. 24 (เหล็กข้ออ้อย หรือ Deformed Bar) มติ กมอ. กำหนดให้จำกัดกระบวนการผลิตเหลือเพียง 2 ประเภท คือ BOF และ EAF เท่านั้น

    นอกจากนี้ ทุกกระบวนการผลิตจะต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace - LF) เพื่อควบคุมคุณภาพความบริสุทธิ์ของเนื้อเหล็ก เนื่องจากเหล็กข้ออ้อยถือเป็นโครงสร้างหลักที่ใช้ในการรับน้ำหนักของสิ่งปลูกสร้าง เช่น ตึกสูง สะพาน และรถไฟฟ้า ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยในระดับวิกฤต (Critical Application)

    เปิดผลทดสอบทางเทคนิค "ต้องคุมเตา IF"

    นายชัยเฉลิม ระบุว่า การควบคุมที่ต้นทางหรือกระบวนการผลิต (Process Control) มีความสำคัญกว่าการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเตาประเภท Induction Furnace (IF) มีข้อจำกัดทางเทคนิคในการกำจัดสารมลทินออกจากเศษเหล็ก โดยมีการอ้างอิงผลการทดสอบจากมหาวิทยาลัยในมาเลเซียที่เปรียบเทียบเหล็กจากเตา IF, EAF และ BOF พบข้อบกพร่องในเหล็กจากเตา IF ดังนี้

    1. ส่วนผสมทางเคมี พบค่าคาร์บอนเกินสเปกถึง 12.5% ในขณะที่เตา EAF และ BOF อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

    2. ความสะอาด พบสารมลทินที่ไม่ใช่โลหะ (Non-metallic Inclusion) ฝังในเนื้อเหล็กขนาดใหญ่กว่าเตาประเภทอื่นถึง 10 เท่า

    3. ความเหนียว ผลทดสอบแรงกระแทก (Impact Test) พบว่าเหล็กจากเตา IF มีลักษณะการแตกหักแบบเปราะ (Brittle Fracture) ถึง 67% ในขณะที่ EAF และ BOF มีความเหนียวตามมาตรฐาน

    "เหล็กมันอยู่ในปูนอยู่แล้วอยู่เลย เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเส้นที่ไม่ได้ถูกสุ่มตรวจจะผ่านมาตรฐานหรือไม่ การคุมกระบวนการผลิตที่ต้นทางจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรง" นายชัยเฉลิม กล่าว


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.